วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การละหมาดญะนาซะฮฺ

                                       
          เกี่ยวกับเรื่องนี้  มีผู้ถามท่านชัยค์  อะฏียะฮฺ  ซอกฺร์  (ร.ฮ.)  อดีตประธานคณะกรรมการฟัตวาของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  ดังมีระบุเอาไว้ในหนังสือ  “อะฮฺซ่านุ้ลกะลาม  ฟิลฟะตะวา วัลอะฮฺกาม”  เล่มที่  6  หน้า  642  ว่า  :  การละหมาดญะนาซะฮฺให้แก่มัยยิตก่อนมีการละหมาด  (แบบญะมาอะฮฺ-ผู้ตอบ)  ให้นั้นอนุญาตหรือไม่? 
          ท่านชัยคฺ  ตอบว่า  :  การละหมาดญะนาซะฮฺให้แก่มัยยิตซ้ำของปัจเจกบุคคลนั้นไม่เป็นที่ต้องห้าม  เนื่องจากไม่มีหลักฐานห้ามเอาไว้  อันที่จริงมันเป็นแค่มักโระฮฺ  (ไม่บังควร)  เท่านั้น  หมายความว่า  ใครที่ละหมาดญะนาซะฮฺแล้ว  เป็นที่มักโระฮฺสำหรับเขาที่จะละหมาดญะนาซะฮฺอีกครั้งหนึ่ง,  ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ละหมาดญะนาซะฮฺนั้นก็เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาที่จะละหมาดญะนาซะฮฺหลังจากที่ผู้อื่นได้ละหมาดญะนาซะฮฺให้แก่มัยยิตนั้นแล้ว


          มีปรากฏในหนังสือ  “ฟิกฮุ้ลมะซาฮิบฺ  อัลอัรบะอะฮฺ”  กระทรวงเอาก๊อฟของอิยิปต์ตีพิมพ์เผยแพร่ว่า  :  การละหมาดญะนาซะฮฺซ้ำเป็นสิ่งไม่บังควร  (มักโระฮฺ)  ดังนั้นจะไม่มีการละหมาดญะนาซะฮฺนอกจากครั้งเดียว  โดยการละหมาดญะนาซะฮฺครั้งแรกนั้นเป็นแบบญะมาอะฮฺ  (ละหมาดรวมกัน) 
          ฉะนั้นถ้าหากมีการละหมาดญะนาซะฮฺในตอนแรกโดยไม่มีญะมาอะฮฺ  ก็ส่งเสริมให้ละหมาดญะนาซะฮฺแบบญะมาอะฮฺซ้ำอีกครั้งตราบใดที่มัยยิตยังไม่ถูกฝัง  ฝ่ายนักวิชาการสังกัดมัซฺฮับชาฟิอีย์  กล่าวว่า  :  มีซุนนะฮฺให้ละหมาดญะนาซะฮฺอีกครั้งหนึ่งสำหรับบุคคลที่ยังไม่ได้ละหมาดญะนาซะฮฺในตอนแรก  ถึงแม้จะภายหลังการฝังมัยยิตแล้วก็ตาม

          ฝ่ายนักวิชาการสังกัดมัซฮับฮัมบะลีย์  กล่าวว่า  :  อนุญาตให้ละหมาดญะนาซะฮฺซ้ำสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ละหมาดในตอนแรกแม้แต่ภายหลังการฝังมัยยิตแล้ว  และเป็นที่มักโระฮฺในการละหมาดซ้ำสำหรับผู้ที่ละหมาดญะนาซะฮฺแล้วในตอนแรก  (อ้างแล้ว  หน้าเดียวกัน)


          สรุปก็คือ    การละหมาดญะนาซะฮฺที่บ้านก่อนที่จะนำมัยยิตไปยังมัสญิดนั้น  เป็นสิ่งที่ทำได้  ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด  อย่างไรก็ตาม  การละหมาดญะนาซะฮฺให้แก่มัยยิตด้วยคนจำนวน  4-5 คนนั้น  นักวิชาการฟิกฮฺถือว่า ค้านกับสิ่งที่ดีกว่า  (خِلاَفُ الأَوْلى)  กล่าวคือ  ไม่ถึงขั้นมักโระฮฺ  (مَكْرُوْهٌ)  เพราะเป็นการทำให้ผู้เสียชีวิต  (มัยยิต)  ตลอดจนผู้ละหมาดที่ชิงทำก่อนเสียโอกาสอันดีในการได้รับผลบุญที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

          ทั้งนี้เพราะเป้าหมายหลักในการละหมาดญะนาซะฮฺคือการขอดุอาอฺให้แก่ผู้เสียชีวิตหลังการตักบีรครั้งที่  3  เมื่อมีจำนวนผู้ร่วมละหมาดและขอดุอาอฺให้มากเพียงใด  โอกาสในการตอบรับดุอาอฺก็ย่อมมีมากกว่าเพียงนั้น  ดังมีปรากฏในหะดีษที่รายงานโดย  อะฮฺหมัด,  อบูดาวูด,  อิบนุมาญะฮฺ  และอัตติรมิซีย์  ซึ่งชี้ขาดว่าเป็นหะดีษหะซัน  และอัลฮากิมซึ่งถือว่าเป็นหะดีษซอเฮียะฮฺ  จากท่านมาลิก  อิบนุ  ฮุบัยเราะฮฺ  ระบุว่า :  “ไม่มีผู้ศรัทธาคนใดที่เสียชีวิตลง  แล้วมีกลุ่มชนชาวมุสลิมได้ละหมาดให้แก่เขามีจำนวนถึง  3  แถว  นอกเสียจากได้ถูกอภัยโทษแล้วแก่มัยยิตนั้น”  และมีระบุในรายงานของมุสลิม,  อะฮฺหมัด  และอัตติรมิซีย์จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ(ร.ฎ.)  ว่า  มีจำนวน  100  คน,  ในอีกรายงานหนึ่งจากท่านอิบนุอับบาส (ร.ฎ.)  ระบุว่า  40  คน 

          จึงเห็นได้ว่าการละหมาดญะนาซะฮฺโดยมีผู้เข้าร่วมละหมาดและขอดุอาอฺให้เป็นจำนวนมากนั้นย่อมเป็นสิทธิประโยชน์สูงสุดที่มัยยิตจะได้รับซึ่งการคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ที่เป็นมัยยิตจะได้รับนั้นเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง  และตามซุนนะฮฺนั้นให้ละหมาดญะนาซะฮฺแก่มัยยิตโดยแบบญะมาอะฮฺ  และทุกครั้งที่มีผู้ร่วมละหมาดเป็นจำนวนมาก  นั่นก็ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด  ดังหลักฐานจากหะดีษที่ระบุมาข้างต้น

   
วัลลอฮุอะอฺลัม

สอนละหมาดญะนาซะฮฺ

http://www.youtube.com/watch?v=xcqqEA_HRE0

การอาบน้ำศพ

อาบน้ำศพ การห่อศพ
การอาบน้ำศพ
ใครจะเป็นผู้อาบน้ำให้ศพ?
            1. ส่งเสริมให้ผู้ที่จะทำการอาบน้ำให้กับศพนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการอาบน้ำมากที่สุด และแน่นอนว่าเขาจะได้ผลบุญอันมหาศาลหากเขาได้กระทำไปเพื่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวาตะอาลา และได้ปกปิดเรื่องไม่ดีที่น่ารังเกียจเกี่ยวกับตัวศพที่เขาได้สัมผัสและเห็นทั้งหมด
            2. กรณีที่มีการขัดแย้งในเรื่องการอาบน้ำให้กับศพของชายผู้หนึ่งนั้น ควรจะให้ผู้ที่เขาได้สั่งเสียเป็นคนที่มีสิทธิอาบน้ำให้มากที่สุด หลังจากนั้นผู้เป็นบิดาของผู้ตายและปู่ของผู้ตายแล้วเครือญาติของผู้ตายที่ใกล้ที่สุดตามลำดับ แล้วหลังจากนั้นก็เป็นบรรดาเครือญาติที่ไม่มีสิทธิในมรดกของผู้ตาย เช่นเดียวกันหากกรณีที่ศพเป็นของสตรีผู้หนึ่งควรจะให้ผู้ที่ได้รับการสั่งเสียเป็นคนอาบน้ำให้ หลังจากนั้นก็เป็นมารดาของนางต่อมายายของนางแล้วก็เป็นเครือญาติของนางที่ใกล้กับนางที่สุดตามลำดับ และอนุญาตให้สามีภรรยาอาบน้ำศพให้แก่กันได้ และการอาบน้ำให้กับศพนั้นเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าใช้ได้แล้วทั้งศพที่เป็นชายและศพที่เป็นหญิง โดยอาบน้ำครั้งเดียวให้ทั่วทั้งร่างกายของศพ

            ­ ผู้ที่สามารถเข้ามาทำการอาบน้ำให้กับศพได้นั้นคือผู้ที่อาบน้ำให้และผู้ช่วยเท่านั้น และเป็นการไม่สมควรที่จะให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการอาบน้ำให้กับศพ

การอาบน้ำให้กับศพที่ถูกไฟไหม้
            1. กรณีที่มีการปะปนระหว่างศพมุสลิมกับศพที่ไม่ใช่มุสลิมอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้และตายหมู่ซึ่งไม่สามารถทำการแยกแยะได้ระหว่างศพมุสลิมกับศพที่ไม่ใช่มุสลิม ให้ทำการอาบน้ำให้กับศพทั้งหมด หลังจากนั้นจึงทำการห่อศพแล้วทำการละหมาดให้กับศพทั้งหมด แล้วทำการฝังศพทั้งหมดโดยตั้งเจตนาว่าได้ทำทุกอย่างลงไปเพื่อศพของมุสลิมที่ปะปนอยู่ในนี้
            2. ศพที่ไม่สามารถอาบน้ำให้ได้เนื่องจากถูกเผาไหม้หรือฉีกขาด หรือเนื่องจากขาดน้ำ ให้ทำการห่อศพโดยไม่ต้องทำการอาบน้ำให้และไม่ต้องอาบน้ำละหมาดหรือตะยัมมุมทั้งสิ้น หลังจากนั้นให้ทำการละหมาดให้กับศพทันที เช่นเดียวกัน สามารถทำการละหมาดให้กับชิ้นส่วนใดๆ ของศพเช่น มือ เท้า เป็นต้น โดยมีเงื่อนไขว่าไม่สามารถหาส่วนที่เหลือของศพได้

­ อนุญาตให้มุสลิมและมุสลิมะฮฺทำการอาบน้ำให้กับศพที่มีอายุไม่เกิน 7 ขวบไม่ว่าจะเป็นศพชายหรือศพหญิง และในกรณีที่มุสลิมเสียชีวิตในหมู่ของมุสลิมะฮฺหรือมุสลิมะฮฺเสียชีวิตในหมู่มุสลิมที่ไม่ใช่มะหฺร็อม หรือไม่สามารถอาบน้ำให้ได้นั้น ให้ทำการละหมาดแล้วฝังโดยไม่ต้องมีการอาบน้ำให้กับศพแต่อย่างใด
­ ชะฮีดมุสลิมที่เสียชีวิตในสมรภูมิรบในหนทางของอัลลอฮฺจะไม่มีการอาบน้ำให้แต่อย่างใด ส่วนผู้ที่ตายชะฮีดหรือเสียชีวิตในหนทางของอัลลอฮฺด้วยสาเหตุอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ให้ทำการอาบน้ำศพให้

การอาบน้ำให้กาฟิร
เป็นการห้ามสำหรับมุสลิมคนหนึ่งที่จะทำการอาบน้ำศพให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม หรือทำการห่อศพให้ หรือทำการละหมาดให้ หรือแม้กระทั่งเดินตามศพและการฝังศพ หากแต่ให้ทำการกลบปกปิดศพด้วยดินในกรณีที่ไม่มีผู้ที่จะทำในเรื่องดังกล่าวให้บรรดาเครือญาติของผู้ตาย และไม่มีบัญญัติให้ญาติมุสลิมของศพที่ไม่ใช่มุสลิมเดินตามส่งศพของเขา

ลักษณะการอาบน้ำให้กับศพที่ควรจะกระทำ
กรณีที่ต้องทำการอาบน้ำให้กับศพนั้นให้นำศพไปวางไว้บนเตียงหรือแคร่ที่ทำไว้เฉพาะสำหรับอาบน้ำศพ  แล้วใช้ผ้าหนึ่งผืนปกปิดร่างกายของศพ หลังจากนั้นให้เริ่มทำการถอดเสื้อผ้าของศพ แล้วให้ทำการยกศีรษะของศพให้อยู่ในท่าใกล้เคียงกับท่านั่ง แล้วทำการลูบท้องของศพเบาๆ พร้อมกับรดน้ำให้มากๆ หลังจากนั้นให้พันมือของผู้อาบด้วยผ้าหรือสวมถุงมือและให้ทำความสะอาดทวารของศพ
หลังจากนั้นให้ตั้งเจตนาว่าจะทำการอาบน้ำให้กับศพ แล้วเริ่มด้วยการอาบน้ำละหมาดให้กับศพดังเช่นการอาบน้ำละหมาดเพื่อทำการละหมาด หลังจากที่ได้เปลี่ยนผ้าพันมืออีกอันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอย่าให้น้ำเข้าไปภายในปากหรือจมูกของศพ หากแต่ให้ใช้นิ้วที่เปียกไว้สอดเข้าไปในรูจมูกและล้วงเข้าไปในปากของศพแทน
หลังจากนั้นให้ทำการอาบน้ำศพด้วยน้ำสะอาดและใบพุทรา หรือด้วยสบู่ โดยเริ่มจากศีรษะของศพและเคราหลังจากนั้นให้ไล่ลงมาทางฝั่งขวาของศพ เริ่มจากลำคอลงมาจนกระทั่งถึงปลายเท้าของศพ
หลังจากนั้นให้ทำการพลิกศพให้เปลี่ยนมาอยู่ทางฝั่งซ้าย แล้วให้ทำการอาบแผ่นหลังด้านขวาของศพ แล้วให้อาบทางฝั่งซ้ายลักษณะเดียวกันกับที่อาบทางฝั่งขวาของศพ
หลังจากนั้น ให้ทำการอาบน้ำอีกในครั้งที่สองและครั้งที่สามดังเช่นที่ได้ทำไว้ในครั้งแรก และหากยังไม่สะอาดและทั่วถึงให้เพิ่มจำนวนครั้งจนกระทั่งสะอาดให้ครบเป็นจำนวนคี่ หลังจากนั้นให้ทำการอาบครั้งสุดท้ายด้วยน้ำที่ผสมกับการบูรหรือน้ำที่มีกลิ่นหอม และหากหนวดหรือเล็บของศพนั้นยาวให้ทำการตัดส่วนที่ยาวออกไปแล้วทำการเช็ดตัวด้วยผ้า
และสำหรับศพมุสลิมะฮฺให้รวบผมหรือถักเป็นเปียสามเส้น แล้วปล่อยลงไปทางด้านหลัง
และหากเกิดมีสิ่งสกปรกออกจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหลังการอาบน้ำศพเสร็จสิ้นแล้ว ให้ทำความสะอาดเฉพาะส่วนนั้นๆ และให้ทำการอาบน้ำละหมาดใหม่ จากนั้นให้ใช้สำลีปิดส่วนนั้นไว้ให้มิดชิด
 จากเวป..มุสลิมไทย.คอม
· เลขที่บันทึก: 361559
· สร้าง: 26 พฤษภาคม 2553 16:07 · แก้ไข: 18 มิถุนายน 2555 14:16
· ผู้อ่าน: แสดง · ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 0 · สร้าง: มากกว่า 2 ปี ที่แล้ว
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน